กรุงเทพฯ เมืองดนตรี – Bangkok Music City

“เมืองดนตรี” คืออะไร?

เมือง Liverpool คือบ้านเกิดของวง The Beatles (ภาพจาก Wikipedia)

เมือง Liverpool คือบ้านเกิดของวง The Beatles (ภาพจาก Wikipedia)

เมืองดนตรี หากให้เดาแล้ว คงหมายถึงเมืองที่อุดมไปด้วยดนตรี มีดนตรีอยู่ในวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตของคนทั่วไปในเมืองนั้น ๆ และหากเพียงแค่เอ่ยชื่อ ก็น่าจะทำให้นึกถึงดนตรีหรือวงดนตรีที่มาจากเมืองนั้น ๆ ได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น เมือง Seattle ที่มีซาวด์ดนตรีของตัวเองที่เรียกว่า Seattle Sound และเป็นแหล่งกำเนิดวงดนตรีอย่าง Nirvana, Pearl Jam และ Soundgarden; เมือง New Orleans ที่เป็นจุดกำเนิดของดนตรีแจ๊ซ; เมือง Prague ที่มีชื่อเสียงด้านดนตรีคลาสสิค; เมือง Liverpool ที่เป็นบ้านเกิดของวง The Beatles; หรือ Manchester ที่เป็นบ้านเกิดของวงอย่าง Bee Gees, The Smiths, New OrderOasisThe 1975 และอีกมากมาย เป็นต้น

“Music City” คืออะไร?

Music City คือคำที่ใช้เรียกเมืองที่มีดนตรีเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังเริ่มเป็นที่ยอมรับในหมู่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ และผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดนตรีท้องถิ่น ว่าสามารถช่วยสร้างผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ การจ้างงาน วัฒนธรรม และสังคมได้เป็นอย่างดี (แหล่งข้อมูล: The Mastering of a Music City)

การท่องเที่ยวเชิงดนตรี (Music Tourism)

การท่องเที่ยวเชิงดนตรี หมายถึง การท่องเที่ยวที่จุดประสงค์หลักของการท่องเที่ยวคือการชมการแสดงดนตรีที่จัดขึ้นในท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งนอกจากรายได้จากการขายบัตรคอนเสิร์ตหรือค่าเข้างานแล้ว ยังก่อให้เกิดรายได้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร บริษัทขนส่ง หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกิดจากการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว ทำให้การท่องเที่ยวเชิงดนตรีสามารถกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของท้องถิ่นนั้น ๆ ได้ (แหล่งข้อมูล: The Mastering of a Music City) เพราะฉะนั้น เมืองที่มีการท่องเที่ยวเชิงดนตรีจึงถือเป็นเมืองดนตรี หรือ Music City โดยปริยาย

ตัวอย่างของเมืองดนตรี มีเช่น

สโลแกนเมืองออสติน รัฐเทกซัส (ภาพจาก: flikr)

สโลแกนเมืองออสติน รัฐเทกซัส (ภาพจาก: flikr)

นอกจากประเทศและเมืองที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายเมืองในหลายประเทศที่ถือได้ว่าเป็นเมืองดนตรีด้วยเช่นกัน (แหล่งข้อมูล: The Mastering of a Music City) เช่น

จากเมืองดนตรีที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมด ผมสังเกตว่า นอกจากจะมีศิลปินที่ดังระดับโลกมาจากเมืองเหล่านั้น หรือเทศกาลดนตรีระดับโลกที่จัดที่นั่นแล้ว เมืองเหล่านั้นมักมีวัฒนธรรมดนตรีอินดี้ที่แข็งแรงอยู่ คือมีวงดนตรีอิสระจำนวนมากที่สร้างสรรค์เพลงของตัวเอง เล่นตามงานดนตรี ตามผับตามบาร์ หรือแม้แต่ข้างถนน และจัดงานคอนเสิร์ตขนาดเล็กกันเอง ซึ่งการมีวงอินดี้จำนวนมาก ๆ ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูง ที่เคี่ยวเข็ญให้พวกเขามีฝีมือจนสามารถก้าวขึ้นเป็นศิลปินระดับโลกได้ เพราะฉะนั้น วงการดนตรีอิสระหรือซีนดนตรีอินดี้ท้องถิ่น จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้เมือง ๆ หนึ่งเป็นเมืองดนตรีได้

แล้วประเทศไทย จะสามารถสร้างเมืองดนตรี และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงดนตรีได้หรือไม่?

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงดนตรีของประเทศไทย

แม้ว่าดนตรีของประเทศไทยจะไม่ได้เป็นที่รู้จักในสายตาชาวโลกมากนัก แต่ก็เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมดนตรีที่คึกคักอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีที่มีดนตรีสดเล่นอยู่ทั่วไปแล้ว ก็มีการจัดงานคอนเสิร์ตรวมทั้งงานเทศกาลดนตรีที่มีทั้งศิลปินไทยและต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง และเหมือนจะมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่เป็นแบรนด์หรือแฟรนไชส์ต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น Wonderfruit FestivalArcadia – The Bangkok Takeover เป็นต้น ซึ่งน่าจะช่วยทำให้มีชาวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อร่วมงานดนตรีเหล่านี้ไม่น้อย แต่เนื่องจากยังไม่มีผลการศึกษาหรืองานวิจัยข้อมูลที่สามารถยืนยันจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงดนตรี จึงไม่สามารถเข้าใจถึงประโยชน์หรือผลกระทบของการท่องเที่ยวเชิงดนตรีสำหรับประเทศไทยได้

ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงดนตรีระดับโลกได้

ผมเล็งเห็นว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยเริ่มมีศักยภาพที่จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงดนตรีระดับโลกได้ ซึ่งนอกจากจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มายังประเทศไทยมากขึ้น และช่วยเพิ่มรายได้เข้าสู่ประเทศมากขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมดนตรีและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย ซึ่งผมจะอธิบายเหตุผลดังต่อไปนี้

ค่ายเพลง Panda Records เป็นทั้งค่ายเพลงและชุมชนคนดนตรีอินดี้ที่มีอายุ 16 ปีแล้ว (ภาพจาก Facebook)

ค่ายเพลง Panda Records เป็นทั้งค่ายเพลงและชุมชนคนดนตรีอินดี้ที่มีอายุ 16 ปีแล้ว (ภาพจาก Facebook)

1. วงการดนตรีอิสระ หรือซีนดนตรีอินดี้ของประเทศไทย กำลังเจริญเติบโตมากขึ้น

นอกจากงานดนตรีที่จัดโดยค่ายเพลงหรือผู้จัดรายใหญ่แล้ว ก็มีกลุ่มหรือชุมชนของศิลปินนักดนตรีอิสระหรืออินดี้ที่สร้างผลงานเพลงของตัวเอง ขายซีดีและสินค้าต่าง ๆ จัดงานแสดงกันเอง และมีแฟนเพลงที่ติดตามผลงาน อีกทั้งไปชมการแสดงอยู่มากพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งไม่ได้มีอยู่แต่เพียงในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่อยู่กันในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ นครปฐม ชลบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา ภูเก็ต หรือเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นอกจากนี้ พวกเขาไม่ได้ทำการแสดงแต่เพียงในเมืองหรือจังหวัดของตัวเองแท่านั้น แต่ยังมีการทัวร์ข้ามจังหวัดข้ามภาคกันอีกด้วย เช่น ค่ายเพลง Panda Records ไปทัวร์อีสาน; กลุ่มศิลปินค่าย Summer Disc จากเชียงใหม่ ทัวร์การแสดงที่กรุงเทพฯ โคราช และขอนแก่น; และวง FridayNight to Sunday จากหาดใหญ่ ไปทัวร์ตามผับในหลายจังหวัดของภาคกลาง เป็นต้น

2. ต่างประเทศเริ่มสนใจซีนดนตรีอินดี้ของประเทศไทย

ซีนดนตรีอินดี้ของไทยมีการเติบโตขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว จนทำให้กลุ่มชุมชนของซีนดนตรีในประเทศอื่น ๆ หันมาสนใจดนตรีอินดี้ไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการที่ศิลปินไทยถูกเชิญไปแสดงในต่างประเทศ เช่น Stoondio ที่ไปญี่ปุ่น และ Yellow Fang ที่ไปญี่ปุ่นและอินเดียในปีที่ผ่านมา และวง Inspirative ที่กำลังไปทัวร์ที่เมืองจีนและสิงคโปร์ในต้นปีนี้ หรือการที่วงดนตรีอินดี้ของต่างประเทศมาแสดงในประเทศไทย เช่น  Bottlesmoker จากอินโดนีเซีย และ We Are Imaginary จากฟิลิปปินส์ที่มาเมื่อปีที่แล้ว และที่กำลังจะมาแสดงในวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม อย่าง Dirgahayu จากมาเลเซีย หรือแม้กระทั่งมีชาวต่างชาติเดินทางมาชมวงดนตรีอินดี้ไทยในเทศกาลดนตรีต่าง ๆ อย่างเช่นงาน Big Mountain Music Festival หรือ Cat Expo เป็นต้น

นอกจากนี้ ผมได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับคนจากชุมชนนักดนตรีอินดี้ของประเทศเพื่อนบ้านใน AEC เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แล้วได้พบว่าพวกเขาล้วนสนใจมาทัวร์การแสดงที่เมืองไทย เพราะเห็นว่าซีนดนตรีอินดี้ของไทยมีความคึกคัก และต้องการขยายฐานแฟนเพลงของตัวเองสู่เมืองไทยด้วย

3. นอกจากดนตรี ประเทศไทยมีเหตุผลอื่นอีกมากให้คนอยากมาเที่ยว

ธรรมชาติที่สวยงาม ศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นที่น่าสนใจ การคมนาคมที่ค่อนข้างสะดวก และค่าครองชีพที่ไม่สูงนัก น่าจะเป็นเพียงบางเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงกลายเป็นอุตสาหกรรมหลักอย่างหนึ่งของประเทศ ซึ่งในปี 2013 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีมูลค่าโดยตรงเท่ากับ 9.0% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือเท่ากับ 1.074 ล้านล้านบาท และสร้างงานได้กว่า 2.5 ล้านกว่าตำแหน่งทั่วประเทศ

เพราะฉะนั้น การมีดนตรีเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มายังประเทศไทย จะสามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ และพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีท้องถิ่นได้ แต่จะทำได้อย่างไร?

 

วงดนตรี Goose ขณะแสดงในงาน เห็ดสด 2 ของฟังใจ (ภาพจาก Facebook)

วงดนตรี Goose ขณะแสดงในงาน เห็ดสด 2 ของฟังใจ (ภาพจาก Facebook)

กรุงเทพฯ เมืองดนตรี – Bangkok Music City

แม้ว่าวงการดนตรีอินดี้ของประเทศไทยมีการขยายตัว และเป็นที่สนใจในภูมิภาคมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่คนไทยทั่วไปเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น หากหน่วยงานรัฐและภาคประชาชนสามารถช่วยกันผลักดันให้กรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองดนตรีในสายตาของประชาคมโลก จะสามารถช่วยกระตุ้นทั้งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีท้องถิ่นได้

ประโยชน์ของการที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองดนตรี

การผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองดนตรีนั้น จะก่อให้เกิดผลประโยชน์หลายอย่างด้วยกัน ดังต่อไปนี้

1. ช่วยให้เกิดการท่องเที่ยวทางดนตรีตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ในช่วงเทศกาล

คอนเสิร์ตหรือเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ เป็นสิ่งที่สามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี แต่ก็จะมีช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากกิจกรรมเหล่านี้อยู่ เช่น ช่วงฤดูฝน และช่วงนอกเทศกาลท่องเที่ยว แต่หากสนับสนุนดนตรีอินดี้ให้ได้รับความสนใจมากขึ้น และผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองดนตรี มันจะสามารถช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรมดนตรี และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

2. ช่วยทำให้คนไทยหันมาสนใจวงการดนตรีอินดี้ของตัวเองมากขึ้น

วงการดนตรีอินดี้ของประเทศไทยไม่ได้รับการสนับสนุนหรือสนใจจากคนไทยทั่วไปเท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่สื่อหลักไม่ค่อยพูดถึง แถมมีการประชาสัมพันธ์ดนตรีแมสหรือดนตรีในกระแสเป็นหลัก แต่กลยุทธ์หนึ่งที่สามารถกระตุ้นความสนใจ ความตระหนัก และความตื่นตัวในวงการดนตรีอินดี้ของไทยก็คือ การประชาสัมพันธ์ว่าชาวต่างชาติจำนวนมากให้ความสนใจ

3. ช่วยให้มีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของวงการดนตรีอินดี้มากขึ้น

เนื่องจากขนาดของตลาดแฟนเพลงที่ค่อนข้างเล็ก และมีกำลังซื้อที่ไม่สูงนัก ทำให้ศิลปินและค่ายเพลงต่าง ๆ ยังไม่สามารถสร้างรายได้ที่มากเพียงพอที่จะเป็นแหล่งรายได้หลักในการดำรงชีพได้เหมือนกับวงการดนตรีอินดี้ในประเทศตะวันตกหลาย ๆ ประเทศได้ อย่างเช่น อเมริกา แคนาดา หรืออังกฤษ แต่หากว่าทำให้ชาวต่างชาติมาท่องเที่ยวเชิงดนตรี และคนไทยทั่วไปเข้ามาสนใจในซีนดนตรีอินดี้มากขึ้น จะสามารถช่วยเพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจของวงการดนตรีอินดี้ และเพิ่มรายได้ให้กับบุคลากรที่ทำงานในวงการดนตรีอินดี้ได้

4. เป็นหน้าต่างสู่เมืองดนตรีอื่น ๆ ทั่วประเทศไทย

เหตุผลที่ผมเสนอให้ผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองดนตรี แต่ไม่ผลักดันให้ทั้งประเทศไทยเป็นเมืองดนตรี หรือไม่ผลักดันให้จังหวัดอื่น ๆ เป็นเมืองดนตรีด้วย ก็เพื่อให้เกิดการโฟกัส ที่เพ่งความสนใจไปที่จุด ๆ เดียว ทำให้ข้อความการประชาสัมพันธ์กระชับขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวมองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย การสื่อสารก็ทำได้ง่ายเพราะคนจำได้ สุดท้าย กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางดนตรีอินดี้ของประเทศไทย ที่ศิลปินอินดี้จากต่างจังหวัดยังเดินทางมาแสดงดนตรีอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและรู้จักดนตรีอินดี้จากต่างจังหวัด ซึ่งจะสามารถทำให้พวกเขาสนใจ และเดินทางไปจังหวัดนั้น ๆ ได้ในอนาคต หากเป็นเช่นนั้น การประชาสัมพันธ์เมืองดนตรีอื่น ๆ ในประเทศไทยก็จะเป็นไปได้ง่ายขึ้น

กลยุทธ์การผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองดนตรี

ผมขออ้างอิงรายงาน “The Mastering of a Music City: Key Elements, Effective Strategies and Why it’s Worth Pursuing”, by IFPI and Music Canada, 2014. ซึ่งกล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญของเมืองดนตรีว่ามีดังนี้

  1. ศิลปินและนักดนตรีจำนวนมาก
  2. ซีนดนตรีท้องถิ่นที่คึกคัก
  3. จำนวนสถานที่ในการแสดงดนตรีที่เข้าถึงได้ง่าย
  4. กลุ่มธุรกิจและผู้ประกอบการที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมดนตรีอินดี้
  5. การมีกลุ่มผู้ชมผู้ฟังที่เปิดใจและสนับสนุน

จาก 5 ข้อด้านบน กรุงเทพฯ มีข้อ 1. และ 2. ที่ค่อนข้างดีแล้ว ส่วนข้อ 3. และ 4. ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะผู้ประกอบการสถานบันเทิงต่าง ๆ เริ่มเห็นการขยายตัวของตลาดอินดี้ และยอมให้มีการจัดงานในพื้นที่ของตนมากขึ้น สำหรับข้อ 5. แม้ว่าตอนนี้จะมีจำนวนผู้สนใจในตลาดดนตรีอินดี้มากขึ้น แต่ก็อาจจะยังไม่พอที่จะทำให้มีผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างได้ ซึ่งวิธีหนึ่งก็คือการสนับสนุนจากทางรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลควรมีกลยุทธ์ดังต่อไปนี้

กลยุทธ์สำหรับรัฐบาล เพื่อการพัฒนาเมืองดนตรี

1. กำหนดนโยบายที่เป็นมิตรกับวงการดนตรีอินดี้

นโยบายของรัฐส่งผลโดยตรงกับการพัฒนาวงการดนตรีอินดี้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรต้องพิจารณาและทำให้กฎหมายหรือข้อกำหนดบางอย่างง่ายขึ้น หรือผ่อนปรนในบางอย่าง เช่น ทำให้กระบวนการจดทะเบียนสถานประกอบการทำได้ง่ายขึ้น การขออนุญาตขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้เสียงดังสะดวกรวดเร็วขึ้น หรือแม้แต่การอนุโลมให้มีการดำเนินกิจกรรมทางดนตรีได้ดึกขึ้นเพื่อให้นักดนตรีมีรายได้มากขึ้น เป็นต้น

2. แต่งตั้งศูนย์ติดต่อประสานงาน

การมีศูนย์กลางการติดต่อประสานงานเพียงแห่งเดียว จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ต้องการติดต่อและดำเนินเรื่องต่าง ๆ ได้ แต่ศูนย์นี้จะต้องมีพนักงานที่เข้าใจวงการดนตรีอินดี้ และธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รู้จักคนในชุมชน รวมถึงมีความรู้เกี่ยวกับการขออนุญาตและดำเนินเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็นอีกด้วย

3. แต่งตั้งคณะที่ปรึกษา

รัฐบาลควรแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาที่ประกอบไปด้วย นักวิชาการ; บุคลากรมืออาชีพจากสายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดนตรี; หน่วยงานพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม; หน่วยงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยว; และตัวแทนจากชุมชนดนตรีอินดี้ เป็นต้น เพื่อที่จะได้สามารถวางแผนการพัฒนาที่เกิดประโยชน์สูงสุด

4. ติดต่อเชื่อมสัมพันธ์กับชุมชนดนตรีอินดี้

รัฐบาลควรแสดงความจริงใจด้วยการเข้าถึงชุมชนดนตรีอินดี้ โดยอาจจะมีการพบปะกับหัวหน้าของแต่ละชุมชนย่อย หรือจัดกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่าง ๆ ก็ได้ เพราะการได้ความร่วมมือจากชุมชนโดยตรง จะทำให้การทำงานราบรื่นขึ้น พร้อมทั้งเล็งเห็นปัญหาที่แท้จริง เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้

5. ให้การเข้าถึงสถานที่แสดงดนตรีทำได้ง่ายขึ้น

รัฐบาลควรมีนโยบายที่ทำให้นักดนตรีเข้าถึงสถานที่แสดงดนตรีได้ง่ายขึ้น เช่น อาจเปิดพื้นที่แสดงดนตรีสาธารณะขึ้น หรือสร้างสถานที่แสดงดนตรีขนาดต่าง ๆ ตั้งแต่เล็กจนใหญ่มาก เพื่อรองรับความต้องการของจำนวนผู้ชมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การสร้างสถานที่ซ้อมดนตรี หรือการจัดศูนย์ให้การศึกษาทางด้านดนตรี ก็จะช่วยทำให้ฝีมือของนักดนตรีเพิ่มขึ้นได้

6. การพัฒนาตลาดผู้ชมผู้ฟัง

รัฐบาลสามารถให้ทุนสนับสนุนกิจกรรมทางดนตรีที่เปิดให้คนทุกเพศทุกวัยได้ชม เพื่อที่จะได้เข้าถึงเยาวชนและปลูกฝังแนวความคิดดี ๆ ที่จะเติบโตขึ้นมาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีต่อไปได้

7. มีนโยบายพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงดนตรี

ส่ิงหนึ่งที่รัฐบาลควรทำความเข้าใจก็คือ การท่องเที่ยวเชิงดนตรีจะเป็นในเชิงดนตรีสมัยใหม่ ส่วนดนตรีพื้นเมืองจะเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมากกว่า ซึ่งตลาดนักท่องเที่ยวของดนตรีสองประเภทที่กล่าวถึงนี้จะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านจุดประสงค์ของการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นจึงควรมีการศึกษาวิจัยที่แยกการท่องเที่ยวเชิงดนตรี และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้แยกจากกัน เพื่อที่จะวางแผนนโยบายพัฒนาได้อย่างตรงจุด และหากต้องการใส่ดนตรีพื้นเมืองเข้าไปในการท่องเที่ยวเชิงดนตรี ก็ไม่ควรต้องบีบบังคับมันเข้าไป แต่ผสมผสานเข้าไปอย่างลงตัว มิเช่นนั้นจะทำให้เกิดกระแสลบซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ

การผลักดัน ‘กรุงเทพฯ เมืองดนตรี’ ต้องเริ่มจากรากหญ้า

การผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองดนตรี และเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงดนตรีระดับโลกได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากชุมชนของศิลปิน นักดนตรี ค่ายเพลง และคนที่เกี่ยวข้องในวงการดนตรีอิสระหรืออินดี้ท้องถิ่น แต่เพื่อให้การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในวงกว้าง จะต้องร่วมมือกับองค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งประชาชนทั่วไปด้วย

อย่างไรก็ตาม แนวทางในการพัฒนา รวมถึงแนวทางในการทำงาน ควรจะต้องเป็นไปในทางที่เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งเราจะต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้น และต่อต้านหากมันไปในทิศทางที่ผิด หรือเกิดประโยชน์ต่อคนเฉพาะกลุ่มที่คิดแต่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น

เราจะเริ่มต้นอย่างไรได้บ้าง?

ผมถือคติว่า การเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้นั้น ต้องเริ่มจากตัวเองก่อน แล้วส่งต่อแนวความคิดของตัวเองเพื่อเปลี่ยนแปลงคนอื่นต่อไป เพราะผู้เขียนรู้ว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้คนเดียวได้ มันต้องเกิดจากความร่วมมือของคนหลาย ๆ คน จึงจะทำได้

เพราะฉะนั้น ผมจึงได้เขียนบทความนี้ขึ้นมา อีกทั้งได้สร้างเว็บไซต์ www.BangkokMusicCity.com, เพจเฟสบุ๊ค www.facebook.com/BangkokMusicCity อินสตาแกรม @BangkokMusicCity และทวิตเตอร์ @BKKmusiccity ที่มีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้ประชาสัมพันธ์กับชาวต่างชาติว่ากรุงเทพฯ และประเทศไทย มีกิจกรรมดนตรี มีศิลปิน และมีสถานที่ชมดนตรีอะไรที่ไหนบ้าง เพื่อเป็นการเริ่มต้นการเคลื่อนไหวนี้

เทศกาลดนตรี ‘Bangkok Music City’

นอกจากนี้ ผมหวังอยากที่จะให้มีเทศกาลดนตรีที่รวมเอาเหล่าศิลปินอินดี้ทั้งจากกรุงเทพฯ จากจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศไทย และศิลปินอินดี้จากต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศกลุ่ม AEC หรือทวีปอื่น ๆ มาแสดงคอนเสิร์ตในร้านอาหาร ผับ บาร์ และไลฟ์เฮาส์ที่มีการแสดงดนตรีอินดี้ทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้:

  1. นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมงาน จะได้รู้จักศิลปินอินดี้ไทย และร้านดนตรีอินดี้ เพื่อที่เขาจะได้กลับมาเที่ยวชมดนตรีอีก แม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลก็ตาม ซึ่งจะช่วยเพิ่มงานและรายได้ให้แก่ผู้ทำงานในวงการดนตรีอินดี้
  2. คนไทยทั่วไปจะได้รู้จักและยอมรับศิลปินอินดี้ไทยเองมากขึ้น รวมทั้งได้รู้จักศิลปินอินดี้ต่างประเทศด้วย ทำให้ศิลปินต่างประเทศอยากเข้ามาแสดงในเมืองไทยมากขึ้น
  3. การที่ศิลปินอินดี้ต่างประเทศได้มาแสดงในเมืองไทย ทำให้พวกเขารู้จักและสร้างมิตรภาพกับวงดนตรีและชุมชนดนตรีอินดี้ไทย ซึ่งจะช่วยทำให้พวกเขาอยากเชิญวงไทยไปแสดงในประเทศของตนเองในอนาคตได้ เป็นการสร้างเครือข่ายชุมชนดนตรีอินดี้ระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสในการส่งออกดนตรีอินดี้ไทยสู่ต่างประเทศอีกด้วย

#BangkokMusicCity

เนื่องจากสื่อโซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่สามารถติดต่อสื่อสาร และเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง รวมถึงสามารถช่วยให้เกิดความตระหนักรู้ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในโลก จึงเป็นสื่อที่น่าจะช่วยให้ผลักดันกรุงเทพฯ เป็นเมืองดนตรีได้จริง

หากเป็นไปได้ ผมอยากร้องขอความช่วยเหลือจากทุก ๆ คน ทั้งศิลปิน ผู้จัดงาน และแฟนเพลง ให้ร่วมกันใช้แฮชแท็ก #BangkokMusicCity ในสื่อโซเชียลมีเดียเวลาโพสต์เรื่องเพลง ศิลปิน หรืออีเว้นต์ดนตรี เพื่อให้มันกลายเป็นการเคลื่อนไหวทางฝั่งออนไลน์ ทำให้มันขึ้นอยู่ใน Trending ของ Twitter และสื่อโซเชียลมีเดียทั้งหลาย และสร้างความรับรู้ต่อทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศด้วย

สรุป

การผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองดนตรี และประเทศไทยเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวเชิงดนตรีระดับโลก นอกจากจะช่วยพัฒนาวงการดนตรีของประเทศไทยแล้ว ยังช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมให้กับประเทศไทยอีกด้วย ผมหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้ และเห็นพ้องกับความคิดเห็นของผม รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสนับสนุนผลักดันให้สิ่งที่ผมเสนอเป็นจริงได้ในเร็ววันครับ

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านเป็นอย่างสูงครับ

ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี (พาย ฟังใจ)

Co-founder & Community Manager
บริษัท ฟังใจ จำกัด
www.fungjai.com

Advertisements

3 thoughts on “กรุงเทพฯ เมืองดนตรี – Bangkok Music City

  1. “ไหนๆ ก็ไหนๆ เห็นแล้วด้วยความตั้งใจของคนทำฟังใจ คือผมเข้าใจจุดนั้นนะ
    แต่ประเทศกรุงเทพและประเทศไทยเนี่ย ยากครับกว่าจะไปเป็นเมืองดนตรีเนี่ย พูดจริงๆ ผมว่าจาร์กาต้าไม่ก็บาหลีจะเป็นก่อนไทยแน่นอนครับ
    คือเอาจริงๆ 10-20 ปีนี้ไม่รู้จะเกิดได้หรือเปล่า
    อีกเรื่อง เราไม่เคยรู้ตัวเล้ยยยยยย
    ข้อดีอยู่ใน Blog นั้นหมดแล้ว แต่ผมจะบอกอีกมุมนึงจากคนชอบไปงานพวกนี้บ้าง จากการสังเกตุอะไรบางอย่าง
    1. เราแม่งไม่เคยเปิดใจรับอะไรใหม่ๆ โทษนะครับ คุณเห็น Lineup งาน Big Moutain Music Festival ที่มี Potato, Bodyslam มากี่ปีแล้วครับ แล้วกว่าเราจะรับศิลปินแบบ Slur, 25 Hours อะไรแบบนี้ นานแค่ไหนครับ ตรงข้อนี้สำคัญมากๆ นะครับ การที่จะจัดเอาวงใหม่ๆ มาเนี่ย ถ้าคุณยกระดับรสนิยมขึ้นมาไม่ได้นี่ยากมากๆ มันยากที่จะเอาวงดีๆ เข้ามาอ่ะ
    นี่ไม่นับกับวงการ Electronic นะ ไหนจะ Jazz อีก Hip-Hop ไทยนี่จบเลย
    มันกลายเป็นว่าถ้าคุณอยากดูวงดีๆ อะไรดีๆ คุณบินไปดูเมืองนอกดีกว่ามาหวังอะไรในประเทศนี้อ่ะ
    คนฟังเพลงแปลกๆ โดนมองว่าเป็นอะไรไปก็ไม่รู้ มันจบแทบจะตรงนั้นแล้วครับคุณ
    2. เราแม่งรู้สึกตัวช้าครับ เหมือนต้มกบ เรื่องนี้เห็นง่ายๆ เลยคือวงการเพลง Electronic ในไทยครับ กว่าจะได้งานพวกนี้มา ทั้งๆที่งานแนวๆนี้ Boom เริ่มในเมืองนอกมาตั้งแต่ 2009 แล้วอ่ะ ไทยทำอะไรครับ กว่าจะมาเริ่ม ปลายๆ 2013 ต้น 2014
    แล้วตอนนี้วงการเพลง Electronic กำลังจะ Shift Trend อีกรอบ ไทยทำอะไรอยู่ครับ
    3. เราอยู่ในสังคมที่เริ่มอะไรใหม่ๆ คุณก็ผิดแล้วครับ แบบประเภททำไปทำไม ทำไปแล้วได้อะไร (แต่ผมดีใจมากๆกับคนกลุ่มนี้นะครับ ทำต่อไปครับ แบบ Arcadia, Indie Inspiration งี้ ผมดีใจมากๆ) งานแบบแนวๆ Fat Festival สมัยก่อนเกิดยากนะครับ เอาแบบโคตรอินดี้งี้ สุดท้ายก็ล่ม
    4. เราไม่เคยมีคนที่ส่งเสริมวงการนี้เป็นระบบครับ เป็น Ecosystem ทุกอย่างมันต้องรองรับหมดอ่ะ เราไม่เคยมีตรงนั้นเลย และไม่เคยมีด้วย
    – ไล่ตั้งแต่วิทยุเปิดเพลงห่วยๆ เปิดเพลงเก่าๆ ไม่กล้าเปิดเพลงใหม่ๆ
    – ค่ายเพลงก็ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ เพราะกลัวขายไม่ได้ งั้นก็ทำอะไรเดิมๆนี่แหละ
    – รสนิยมมันจะยกระดับได้ไง สุดท้ายมันจะ Force คนกลุ่มหนึ่งไปใช้พวก Apple Music, Spotify ไม่ก็ไปฟัง BBC งี้ เพราะเค้าไม่ชอบสิ่งที่คุณเปิดไง (จริงๆ รอเปิดวิทยุดิจิตอลอยู่นะว่าจะเป็นยังไง ถ้าเปิดตอนนั้นจะมองออกได้เลยว่าวงการเพลงจะเป็นยังไงได้เลย)
    – คนจัดในเมื่อรู้ว่ารสนิยมฟังเพลงมันเป็นแบบนี้ ใครจะกล้าเอาวงแปลกๆดีๆเข้ามา จัดไปก็เข้าเนื้อ ไม่ก็เอาเงินสปอนเซอร์มาโปะ
    – รัฐหรือหน่วยงานก็ไม่สนับสนุน เพราะไม่รู้จะทำไปทำไม
    – สปอนเซอร์ก็ไม่กล้าลง ลงไปก็เข้าเนื้อ
    สรุปสุดท้ายแม่งก็ล้มเหลวหมด
    5. ขี้ลอก เมื่อไหร่ศิลปินไทยจะเลิกลอกแนวเพลงต่างประเทศสักที เห็นได้จากดราม่าวงการเพลงไทยหลังๆ
    ยังไม่นับแบบเรื่องการเมืองอีกนะ จริงๆมันรวมเรื่องการศึกษาไปด้วย โดยเฉพาะด้านดนตรี ตราบใดอีกเรื่องที่ประเทศนี้ยังยึดคติแบบ ‘เต้นกินรำกิน’ แบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ฝันไปเถอะครับ
    แต่ดีใจนะครับที่มีหลายๆ งานที่เริ่มทำให้มันมี ดีกว่าไม่มี
    คือบอกได้เลย สุดท้ายถ้าแม่งเป็นแบบเดิมๆ สุดท้ายคุณก็ต้องอาบเลือดเปลี่ยนตัวเองครับ ไม่งั้นก็ไม่ทันโลกอ่ะ
    สำหรับคนมีตังค์บ้าง ก็แนะนำออกไปเที่ยว Music Festival เมืองนอกดีกว่า บางทีมารออะไรในประเทศนี้ออกแนวๆ สิ้นหวังครับ
    ไม่เมา ไม่เจอคนแชร์มา ไม่พิมพ์อะไรยาวๆแบบนี้หรอก บอกเลย
    โทษทีที่บ่นอะไรแรงๆ แต่อ่านแล้วก็เบื่อ ก็หน่าย
    ปล. บอกเลยว่าตั้งแต่ไปติ่งมาพักหลังๆ บอกเลยครับ ข้างๆบ้านเราเค้าเดินหน้ากันแบบน่ากลัวมากๆครับ ไม่นับสิงคโปร์นะครับ บอกเลย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนามเนี่ย ถ้าเร่งอัตรานี้ไปเรื่อยๆ บอกเลยครับ ลาก่อย รสนิยมแบบไทยๆ
    ปล2. บ่นนี่อยากให้พัฒนานะ ไม่ใช่อะไร” – มิตรสหายท่านหนึ่ง

    Like

    • สวัสดีครับคุณมิตรสหายท่านหนึ่ง ดีใจมากๆที่เขียนคอมเม้นต์เข้ามาครับ อยากให้มีการแสดงความคิดเห็นเยอะๆเพื่อให้เกิดบทสนทนาในเรื่องนี้มากขึ้นครับ ^_^

      อย่างแรกเลยครับ ก่อนที่จะแก้ปัญหาอะไรได้ ก็ต้องเล็งเห็นปัญหาก่อน ซึ่งสิ่งที่คุณได้ชี้แจงมานั้น ก็ตรงประเด็นหลายจุดครับ

      ปัญหาเรื่องการที่เราไม่ได้เปิดใจรับอะไรใหม่ๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่สื่อหลักนำเสนอแต่สิ่งเดิมๆ สิ่งที่ปลอดภัยว่าได้กำไร เพราะคนที่ควบคุมสื่อหลักเหล่านั้นแหละที่มีผลประโยชน์จากสิ่งที่คนทั่วไปเสพ เรียกว่าคนทั่วไปเป็นทาสของสื่อเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว แล้วถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะมีสื่อออนไลน์ สื่อโซเชียลมีเดีย และสื่อทางเลือกอื่นๆ ที่นำเสนอสิ่งที่แปลกใหม่และแตกต่าง แต่มันก็ยังใหม่มากสำหรับคนไทยที่ส่วนใหญ่ก็นิยมสิ่งเดิมๆ การจะเปิดใจต้องใช้เวลา หรือไม่ก็การกระตุ้นในรูปแบบอื่นๆที่เหมาะสมกับพฤติกรรมและค่านิยมของคนไทย

      ค่านิยมบางอย่างของคนไทยเองก็เป็นตัวที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ยาก อย่างที่คุณบอกว่า “เราอยู่ในสังคมที่เริ่มอะไรใหม่ๆ คุณก็ผิดแล้วครับ” ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเป็นทาสของสื่อหลักนั่นแหละครับ เช่น ถ้าไม่เคยออกข่าวช่องนู้นช่องนี้ก็ไม่ดังหรอก ฯลฯ บางทีผมก็คิดว่าคนไทยบางครั้งไม่ยอมรับความสามารถของคนไทยด้วยกันเองจนกกว่าต่างชาติจะยอมรับ เช่น เด็กนักเรียนไทยได้เหรียญทองโอลิมปิควิชาการกลับมาถึงจะมีคนเห็นว่าเด็กไทยก็เก่งเหมือนกัน, คนต่างจังหวัดไม่สนใจวงดนตรีของจังหวัดตัวเองจนกระทั่งไปดังที่กรุงเทพฯ, หรือวงหมอลำผสมฟั้งก์ Paradise Bangkok Molam International ที่ไม่มีใครสนใจจนกระทั่งไปทัวร์ทั่วยุโรปมาแล้ว 2-3 ปี ฯลฯ

      การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่นั้นมักเริ่มต้นจากกลุ่มคนที่คิดต่างจำนวนน้อยๆเสมอ ที่ค่อยๆดึงคนอื่นให้เข้ามาคิดแบบเดียวกัน จนมีขนาดที่มากเพียงพอที่จะแผ่ขยายเป็นวงกว้างได้ (ลองอ่านเรื่อง Technology Adoption ดูนะครับ หลักการจะคล้ายๆกัน) ตอนนี้กลุ่มอินดี้ไทยก็ขยายฐานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังอยู่ในที่ที่คนทั่วไปยังไม่ค่อยเห็น ผมอยากเชิญชวนให้คุณลองไปเข้าชมงานของพวกเขาดูนะครับ ยกตัวอย่างร้าน PLAY YARD ลาดพร้าวซอย 8 (https://www.facebook.com/PlayYardbyStudioBar/) ครับ หรือมาลองชมงานของฟังใจในวันที่ 13 ก.พ. 59 ก็ได้ครับ งานชื่อว่า [‘เห็ดสด3’ คอนเสิร์ต โดยฟังใจ] ครับ

      นอกจากนี้ ผมอยากขอให้ลองไปอ่านบทความอื่นๆของผม เรื่อง การปฏิวัติวงการดนตรี และ ทำนายวงการดนตรีอินดี้ไทยปี 2559 ด้วยครับ ซึ่งอาจจะพอเห็นว่าทำไมเรากำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงมากขึ้นครับ

      ส่วนเรื่องซีนดนตรีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมได้มีโอกาสพบปะคุยกับคนที่อยู่ในชุมชนอินดี้ของสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ทำให้ได้รู้ว่าพวกเขาเองก็ติดตามวงการดนตรีอินดี้ไทยอยู่พอสมควรทีเดียว และยังอิจฉาข้อได้เปรียบหลายๆอย่างที่เรามีเมื่อเทียบกับเขา เช่น ที่สิงคโปร์ รัฐบาลสั่งปิดสถานที่เล่นดนตรีของกลุ่มอินดี้หลายแห่ง ทำให้ไม่มีที่เล่น และถึงแม้รัฐบาลจะสร้างไลฟ์เฮาส์ให้เช่า แต่ก็แพงมาก ทำให้วงการดนตรีอินดี้สิงคโปร์ซบเซาลง แต่ที่ไทยนั้นมีอิสระการจัดงานที่มากกว่ามาก, มาเลเซียเองก็เป็นประเทศที่รัฐบาลเข้มงวดมาก เรื่องแอลกอฮอล์ก็ผิดหลักศาสนา การจัดงานดนตรีเป็นไปได้ยากลำบากเพราะถูกเพ่งเล็ง, อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ซีนดนตรีก็เริ่มแข็งแรง แต่การจัดงานก็ยากลำบาก เรื่องศาสนาและค่านิยมของคนก็เป็นอุปสรรค เช่น มีการประท้วงเรื่องการจัดคอนเสิร์ตโดยกลุ่มคนที่เห็นว่าการจัดคอนเสิร์ตดนตรีแบบนี้เป็นการเชิดชูวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งพวกเขาต่อต้าน ไหนจะเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผิดหลักศาสนาอีก ฯลฯ ผมกำลังจะเขียนสรุปข้อมูลของซีนดนตรีในประเทศต่างๆที่ผมเคยได้ไปสัมผัสมาในบทความหน้า โปรดติดตามอ่านด้วยนะครับ

      สุดท้ายนี้ ผมอยากแสดงความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆซักอย่างนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และคนๆเดียวไม่สามารถจะทำได้อย่างแน่นอน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากคนจำนวนมากๆจึงจะทำได้ ตัวผมเองในตอนแรกก็คิดอยู่คนเดียว พูดอยู่คนเดียว แล้วใครๆก็บอกผมว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่มาวันนี้ ผมมีทีมงานที่ฟังใจที่คอยซัพพอร์ท ผมได้เห็นการเคลื่อนไหวและได้รู้จักพบเจอกับคนที่เขาลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง และคนที่ลุกขึ้นมาร่วมมือกับคนเหล่านั้น เพราะฉะนั้นผมอยากเชิญชวนให้คุณมาร่วมทางไปกับพวกเราที่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ และมาช่วยพัฒนาวงการดนตรีไทยไปด้วยกันนะครับ 🙂

      ขอบคุณมากๆครับ

      พาย ฟังใจ

      Like

  2. ผมขออนุญาตยืมข้อมูลนี้ไปทำข่าว เพื่อพลักดันให้เมืองเชียงใหม่เป็น เชียงใหม่เมืองดนตรีหน่อยนะครับ เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับการท่องเที่ยวประเทศไทย

    Like

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s