3 Lessons I Learned as a Startup Entrepreneur – บทเรียน 3 ข้อที่ได้เรียนรู้จากการทำสตาร์ทอัพ

พี่พายMy name is Piyapong Muenprasertdee, and I have been in the startup lifestyle since mid-2012.  I never heard the word ‘startup’ until I interned at one – Indie Ambassador, a music-technology startup based in Charlestown, an old neighborhood in the suburbs of Boston, Massachusetts.  Our product was Presskit.to – an EPK (Electronic Press Kit), which is kind of like an online portfolio created for musicians and artists to use for pitching their band and/or brand.  I interned with them for about a month during my MBA degree, and then continued to work for them for about another 8 months for free so I could learn as much as I could from them and also learn about the American indie music market, so that I could come back to start my own music startup in Thailand, my home country.

ผมชื่อ ปิยะพงษ์ หมื่นประเสริฐดี ผมได้เริ่มต้นชีวิตแบบสตาร์ทอัพของผมตั้งแต่ประมาณกลางปี 2012 ก่อนหน้านั้น ผมไม่เคยได้ยินหรือรู้จักคำว่าสตาร์ทอัพเลย จนกระทั่งได้ไปฝึกงานในบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง ชื่อว่า Indie Ambassador ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพเทคโนโลยีดนตรีที่ตั้งอยู่ในเมืองชาร์ลส์ทาวน์ ที่เป็นย่านเก่าแก่ในชานเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โปรดักส์ของบริษัทคือ Presskit.to ซึ่งเป็น EPK (Electronic Press Kit) ที่เหมือนพอร์ตโฟลิโอออนไลน์สำหรับไว้ให้นักดนตรีและศิลปินใช้ในการสื่อสารและพิทช์เกี่ยวกับวงหรือแบรนด์ของตัวเอง ผมฝึกงานกับพวกเขาตอนเรียน MBA อยู่ประมาณเดือนหนึ่ง แล้วก็ขออยู่ต่ออีก 8 เดือนโดยไม่มีเงินเดือน เพราะหวังที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำสตาร์ทอัพ และเกี่ยวกับวงการดนตรีอินดี้ของอเมริกาให้มากที่สุด เพื่อที่จะได้กลับมาทำสตาร์ทอัพดนตรีของตัวเองที่เมืองไทย

 

I had an idea of building an online platform that contains all the necessary tools for an indie musician to make money and have a sustainable career.  My project was called “Indie Campfire”, which I imagined that a music community is like a campground with lots of campfires scattered around – with musicians playing at each campfire with some fans, and those musicians could go jam with other musicians at another campfire while the fans could go listen to music at any other campfire however they wanted.  When I came back to Thailand in April 2013, I went around talking about my idea, trying to build a team.  I entered several startup competitions and joined startup communities, but it never really got off the ground.  I couldn’t build a team to actually build the product.  So, after 6 months and increased depression, I decided to put the project on hiatus and get a day-job, which was related to music, and still continued writing a blog about music and technology – in case that one day I could find the perfect team to revive “Indie Campfire”.

ผมมีไอเดียที่จะสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีเครื่องมือหลาย ๆ อย่าง ให้นักดนตรีอินดี้ได้ใช้เพื่อหารายได้ และช่วยทำให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ โปรเจกต์ของผมมีชื่อว่า Indie Campfire ซึ่งผมจินตนาการว่าชุมชนดนตรีว่ามีความคล้ายกับที่ตั้งแค้มป์ มีนักดนตรีเล่นอยู่รอบกองไฟ มีแฟนเพลงนั่งฟังรอบ ๆ แล้วนักดนตรีจะไปแจมกับนักดนตรีที่กองไฟกองอื่นก็ได้ ส่วนแฟนเพลงจะไปฟังเพลงที่กองไหนก็ได้ตามใจชอบ พอผมกลับมาเมืองไทยเมื่อเดือนเมษายน 2013 ผมก็เที่ยวไปเล่าไอเดียให้คนฟังเยอะ ๆ พยายามจะสร้างทีมขึ้นมา ผมไปเข้าแข่งขันในโครงการประกวดแข่งขันสตาร์ทอัพต่าง ๆ เข้าไปร่วมและทำกิจกรรมกับกลุ่มชุมชนสตาร์ทอัพ แต่มันก็ไม่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาซักที ผมไม่สามารถสร้างทีมที่จะสร้างโปรดักส์ที่ผมต้องการได้ เพราะฉะนั้น หลังจากผ่านไป 6 เดือน และโรคซึมเศร้าเริ่มรุมเร้า ผมก็เลยตัดสินใจพักโปรเจกต์และหางานประจำทำ ซึ่งก็ยังพอเกี่ยวกับดนตรีอยู่ และยังเขียนบล็อกเกี่ยวกับดนตรีและเทคโนโลยี โดยหวังว่าวันหนึ่งผมจะเจอทีมงานที่จะมาปลุก “Indie Campfire” ให้คืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

Fungjai_Team

The Fungjai founding team members, from left to right: ‘Champ’ Annop Kobkij – Co-founder, CTO & Developer; ‘Py’ Piyapong Muenprasertdee (me) – Co-founder & Community Manager; ‘Sy’ Pitchaya Chonato – Graphics Designer and first-hire; ‘Top’ Sarun Pinyarat – Founder & CEO; ‘Ball’ Chutipong Khuwichai – Co-founder, CFO & Developer; and ‘Pae’ Jiramot Noomnam – Co-founder, CIO & Developer

Fast forward to mid-2014, my sister – who is the bassist of a well established indie band called Yellow Fang – came to me with a brochure about Fungjai – a Thai indie music streaming startup.  I thought it was an awesome idea as it was focused and aimed to solve just one pain – indie musicians don’t have a place where they could put their music to reach the right audience.  Solving one big pain was a much better thing to do compared to what Indie Campfire was doing, which was to solve too many pains.  I sent a Facebook message to the founder and CEO, ‘Top’ Sarun Pinyarat, and the rest was history.  I have become Fungjai‘s co-founder and Community Manager, and we are now an online music community that connects musicians and their fans through engaging online and offline platforms, i.e. web- and mobile-applications (Fungjai.com); online music magazine (Fungjaizine.com); concerts (‘Hedsod’ series); and music workshops and seminars (‘Hedyoung’ series).

กระโดดมาที่กลางปี 2014 น้องสาวของผมซึ่งเป็นมือเบสวง Yellow Fang วงอินดี้ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงวงหนึ่ง เธอเอาโบรชัวร์ของฟังใจมาให้ดู ผมอ่านแล้วก็พบว่าพวกเขาสตาร์ทอัพที่ทำมิวสิคสตรีมมิ่ง (เว็บไซต์ฟังเพลงออนไลน์) และคิดว่านี่เป็นไอเดียที่เจ๋งมาก เพราะพวกเขาโฟกัสที่จะแก้เพียงปัญหาเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือ ศิลปินอินดี้ไม่รู้ว่าจะเอาเพลงไปเผยแพร่ที่ไหนถึงจะไปถึงกลุ่มผู้ฟังที่เขาต้องการได้ ผมคิดว่าการเริ่มจากการแก้ปัญหาใหญ่ข้อเดียวนั้นดีกว่าการพยายามแก้หลาย ๆ ปัญหาพร้อม ๆ กัน อย่างที่ Indie Campfire พยายามทำ ผมจึงส่งเมสเสจเฟสบุ๊คไปหา ‘ท้อป’ ศรัณย์ ภิญญรัตน์ ผู้ก่อตั้งและ CEO ของฟังใจ จากวันนั้นจนวันนี้ ผมได้เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการชุมชนของฟังใจ ซึ่งเป็นชุมชนดนตรีออนไลน์ที่ช่วยเชื่อมให้ศิลปินและแฟนเพลงเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น ผ่านทั้งทางช่องทางออนไลน์และในโลกความจริง ผ่านทาง แอ็ปพลิเคชันในเว็บไซต์และมือถือสมาร์ทโฟน (Fungjai.com); นิตยสารออนไลน์เกี่ยวกับดนตรี (Fungjaizine.com); คอนเสิร์ต (ชื่อว่างาน ‘เห็ดสด’); และงานสัมมนาและเวิร์คช็อปเกี่ยวกับดนตรี (ชื่องานว่า ‘เห็ดyoung’)

Fungjai platforms

What is an Entrepreneur?
Entrepreneur คืออะไร?

Reid Hoffman, founder of LinkedIn, famously quoted that “An entrepreneur is someone who jumps off a cliff and builds a plane on the way down”, which I think is quite exaggerated, but concise in how entrepreneurs feel when they try to build their startups as fast as they could.  For me, I think that entrepreneurship is like crossing a crocodile infested river – if you try to look for all the crocodiles in it, you’ll be too scared to jump into the water.  Just like starting a business – if you do all the marketing research you can do, and find out it’s not profitable enough or too risky, you’ll end up doing nothing.  To cross the river, you just need to find the best spot to jump in and evade the crocodiles while you swim.  Same thing in business – you strategize how you’ll enter the market, and then find ways to compete with your competitors along the way.

รีด ฮอฟฟ์แมน ผู้ก่อตั้ง LinkedIn กล่าวไว้ว่า “Entrepreneur คือคนที่กระโดดลงหน้าผา แล้วพยายามสร้างเครื่องบินให้เสร็จก่อนตกถึงพื้น” ซึ่งอาจจะโอเว่อร์เกิน แต่ก็สรุปความรู้สึกของการต้องเร่งสร้างสตาร์ทอัพของตัวเองให้โตเร็วที่สุด แต่สำหรับผม ผมคิดว่าการเป็น entrepreneur หรือเจ้าของธุรกิจ เหมือนกับการข้ามแม่น้ำที่มีจระเข้เต็มไปหมด ถ้ามัวแต่พยายามมองหาจระเข้ทุกตัวก่อนจะข้าม คุณก็จะกลัวเกินจะกระโดดลงน้ำ เหมือนการเริ่มธุรกิจนั่นแหละ ถ้าคุณมัวแต่ทำ marketing research สำรวจความต้องการของตลาดและความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ คุณอาจจะเห็นว่าไม่คุ้มหรือเสี่ยงเกินไป จนสุดท้ายคุณก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ในการข้ามแม่น้ำ คุณแค่ต้องหาจุดลงน้ำที่ดีที่สุด และว่ายหลบหลีกจระเข้ให้ได้ ในธุรกิจก็เช่นกัน คุณต้องวางกลยุทธ์ในการเข้าสู่ตลาด แล้วก็หาวิธีการแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งไปเรื่อย ๆ

The 3 Lessons
บทเรียน 3 ข้อ

Actually, I have learned a lot more than 3 lessons from these few years as an entrepreneur and working in the startup business, but these are just the 3 I wanted to write about in this article.

จริง ๆ แล้ว ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของธุรกิจ และการทำสตาร์ทอัพมากกว่า 3 ข้อ แต่สำหรับบทความนี้ ผมอยากจะเน้นที่ 3 ข้อนี้เท่านั้น

Lesson 1: Use your gut
บทเรียนที่ 1: จงใช้กึ๋น

Gut-feeling is stronger with knowledge and experience
กึ๋นแข็งแรงเพราะความรู้และประสบการณ์

In 2011, when I was studying for my MBA degree in Boston, I went to an Asian Entrepreneurship Conference at Babson College.  There was this panel discussion, which at the end I asked a question to the Chinese entrepreneur who was one of the panel members, “Did you do any marketing research before you started your venture?”.  He answered, “No, I just trusted my gut-feeling.”  “But what if you fail?”, I asked again, which he answered, “Sometimes, you must go towards a dead-end to find an exit right next to it.”  He also explained that he just looked at the overall market and his experience told him that it is possible, and he just went for it.

ในปี 2011 ตอนที่ผมกำลังเรียน MBA อยู่ที่บอสตัน ผมไปงานสัมมนานักธุรกิจเอเชียที่ Babson College แล้วก็ไปฟังงานเสวนาอันหนึ่ง ซึ่งผมก็ถามวิทยากรท่านหนึ่งที่เป็นนักธุรกิจชาวจีนว่า เขาได้ทำ Marketing Research ก่อนที่จะตัดสินใจเริ่มธุรกิจไหม เขาตอบว่าไม่ แต่เขาใช้ความรู้สึกหรือกึ๋นของเขาในการตัดสินใจ ทำให้ผมถามต่อว่าแล้วถ้าเขาล้มเหลวล่ะ เขาก็ตอบผมว่า “บางครั้ง เราอาจต้องไปตามทางต่อไปแม้จะรู้ว่าทางมันตัน เพราะบางที ทางออกมันอาจอยู่ตรงสุดทางนั่นล่ะ” และเขาได้อธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า เขาเพียงแต่ดูสภาพตลาดคร่าว ๆ บวกกับประสบการที่เขามีอยู่ ทำให้ตัดสินใจลุยได้เลย

Distinguish between ‘feedback’ and ‘noise’
แยกให้ออกว่าอันไหนคือฟีดแบ็ค อันไหนคือเสียงน่ารำคาญ

Another example came from my CEO, Top.  When he first had the idea of Fungjai, he asked everyone if he should do it, and the reply was almost unanimous that the music business sucks and he shouldn’t do it.  However, his thought was that if he did nothing, the possibility of this project succeeding is 0%; but if he did something, the possibility of succeeding may be as low as 0.1%, and that is already more than 0%.  He and the other 3 software developers created a prototype, which in the end received a lot of positive feedback from the musician community.

The problem was that by asking people who are not your customers, what you will get is noise, not feedback.  In order to get feedback, you need to bring your product to your real customers.  So, by following his gut feeling to create the product first, Top found out that his idea wasn’t bad after all.

อีกตัวอย่างหนึ่งมาจากท้อป CEO ของฟังใจเอง ตอนที่เขาเริ่มไอเดียฟังใจ เขาถามทุก ๆ คนรอบตัวว่าควรทำไหม แล้วก็ได้คำตอบจากแทบทุกคนว่า อย่าทำเลย วงการดนตรีมันตายแล้ว แต่เขาก็คิดว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรเลย โอกาสที่จะทำอะไรสำเร็จก็เป็น 0% แล้ว แต่ถ้าทำอะไรซักอย่าง โอกาสอาจมีแค่ 0.1% แต่นั่นมันก็มากกว่า 0% เพราะฉะนั้น เขาและโปรแกรเมอร์อีก 3 คนก็ได้สร้างต้นแบบ prototype ขึ้นมา แล้วเอาไปให้ศิลปินนักดนตรีลองเล่นดู ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก

เรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การถามคนที่ไม่ใช่ลูกค้าจริง ๆ มันเป็นแค่เสียงสะท้อนที่น่ารำคาญ แต่ถ้าอยากจะได้ฟีดแบ็คที่เป็นประโยชน์จริง ๆ เราต้องถามจากลูกค้าของเราจริง ๆ เท่านั้น จากที่ท้อปดื้อและลุยตามที่ใจตัวเองคิด ทำให้เขาเรียนรู้ว่าไอเดียของเขาไม่ได้แย่อย่างที่คนหลาย ๆ คนคิดเลย

Lesson 2: Fake It ‘Til You Make It
บทเรียนที่ 2: หลอกตัวเองให้เชื่อว่าเราเจ๋ง

Many people aren’t confident about themselves and their ideas, so they avoid going out to share their ideas and meet people.  I suggest that it is sometimes helpful to use the ‘Fake It ‘Til You Make It’ strategy to get out there.  Here’s my way to fake it:

  1. Say it like you mean it – Be confident, but not ignorant.
  2. Talk about it a lot
 – But also take feedback 
to refine your idea and pitch.
  3. Don’t be afraid to be vulnerable – Put yourself out there, in situations you might not have any control, because 
it’s one of the best trainings.

And you’ll gain much more than you think:

  1. You’ll know 
you’re not the only one 
with the same idea, just like what Michael Dell, the founder of Dell computers quoted, “Ideas are commodity.  Execution of them is not.”  So, don’t keep your ideas to yourself.
  2. You’ll find out that most people will share their ideas with you, so you can improve your own ideas.
  3. From getting out there to talk to people, you’ve created 
a network of people 
with similar ideas and goals in life.

I entered quite a few startup competitions, and joined quite a number of startup programs and activities.  My purpose was not to win, but to build a network of people who will remember me and help me in the future.

หลาย ๆ คนไม่มั่นใจในตัวเอง หรือไม่มั่นใจในไอเดียของตัวเอง จึงหลีกเลี่ยงที่จะออกไปพูดหรือแสดงตัว ซึ่งผมอยากเสนอว่าเราอาจใช้กลยุทธ์หลอกตัวเองให้เชื่อว่าเราเจ๋งกว่าที่เราคิด โดยวิธีการของผมมีดังนี้

  1. พูดด้วยอารมณ์เร่าร้อนและจริงใจ – พูดให้ดูมั่นใจ แต่ระวังอย่าให้ดูยโสโอหัง
  2. พูดเรื่องไอเดียเราบ่อย ๆ – แต่ต้องรับฟังความคิดคนอื่นด้วย จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงไอเดียได้ที
  3. ไม่ต้องกลัวความรู้สึกว่าควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ – จงกล้าออกไปเผชิญอะไรใหม่ ๆ เพราะเป็นการฝึกที่ดี ทำให้เรารับสถานการณ์แปลก ๆ ได้

การทำสิ่งเหล่านี้ จะทำให้เราได้อะไรมากกว่าที่คิด คือ

  1. คุณจะรู้ว่าคุณไม่ได้คิดไอเดียนี้อยู่คนเดียว อย่างที่ Michael Dell ผู้ก่อตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์ Dell กล่าวไว้ว่า “ใคร ๆ ก็มีไอเดียเหมือน ๆ กันได้ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ใครจะแปลงไอเดียออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้บ้าง” เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องเก็บไอเดียของคุณไว้คนเดียว
  2. คุณจะค้นพบว่า คนส่วนใหญ่จะแชร์ไอเดียของเขาให้เรารู้ ทำให้เราไปพัฒนาไอเดียของเราเองให้ดีขึ้นได้
  3. จากการที่คุณเล่าไอเดียของคุณให้คนอื่นฟัง คุณได้สร้างเครือข่ายของคนที่คิดแบบเดียวกับคุณแล้ว

ผมเข้าแข่งขันในรายการแข่งสตาร์ทอัพ รวมถึงโครงการและกิจกรรมเกี่ยวกับสตาร์ทอัพไม่น้อย โดยจุดประสงค์หลักของผมไม่ใช่การต้องเอาชนะ แต่เป็นการสร้างเครือข่ายคนรู้จัก ให้เขาจำผมได้ และช่วยเหลือผมในวันข้างหน้าได้

Lesson 3: Don’t Believe the Startup Hype
บทเรียนที่ 3: อย่าไปเชื่อกระแสสตาร์ทอัพมากนัก

Personally, I believe that there is a conspiracy amongst VC’s (Venture Capitalists), creating a vicious cycle to lure in unsuspecting new startups to their death.  It starts by VC’s selling the dream of startup success by showing people the glamor and the success of great startups.  Then, several entrepreneur-wannabes will work their hardest and may sacrifice everything to create their startup.  VC’s may have incubation programs and competitions to seek out the best ones and shop for them.  After they buy the startups, they would tell them to grow fast or fail fast, so that they can know which startup will work and which will not.  According to statistics, 90% of startups fail, which the VC’s don’t need to care because they just have to recuperate their investments and gain profit from the remaining 10%.  And then, the cycle begins again with VC’s selling the dream of creating a startup by showing all the ones that were successful.

โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่ามีการสมคบคิดกันของเหล่า VC (Venture Capitalists) ที่ทำให้เกิดวัฏจักรอันตรายที่คอยดึงดูดสตาร์ทอัพใหม่ ๆ สู่ความตาย มันเริ่มขึ้นจากการที่ VC ไปขายฝันเรื่องสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ โชว์ความเลิศหรูของความเป็นสตาร์ทอัพ จากนั้น คนหลาย ๆ คนก็เริ่มอยากทำสตาร์ทอัพ และยอมทำงานหนัก ยอมสละทุกสิ่งในการสร้างสตาร์ทอัพของตัวเอง พวก VC เองก็อาจมีการประกวดแข่งขัน รวมถึงโครงการฝึกฝนสตาร์ทอัพใหม่ ๆ แล้วในที่สุดเขาก็จะคัดเอาอันที่เขาชอบที่สุดมาลงทุน หลังจากซื้อมาแล้ว ก็มาเร่งให้โตเร็ว หรือตายเร็ว เพื่อให้ได้รู้ว่าสตาร์ทอัพอันไหนใช้ได้หรือไม่ได้ จากสถิติแล้ว สตาร์ทอัพที่เกิดมา 90% ล้มเหลว แต่เหล่า VC ก็คงไม่แคร์ เพราะจุดประสงค์ของเขาก็คือหาต้นทุนที่ลงไปคืน และหากำไรจากสตาร์ทอัพที่เหลือ สุดท้าย VC ก็จะกลับไปขายฝันใหม่ให้กับคนที่อยากทำสตาร์ทอัพใหม่ ๆ โดยโชว์ความสำเร็จของสตาร์ทอัพที่เกิดขึ้นมา

The Startup vs. VC vicious cycle

The Startup vs. VC vicious cycle

VC’s mainly care about making money and doing it with minimum risk; however, for startups, we have to invest our money, time and health, giving it our all while risking almost everything.  So, my suggestion is not to go that route.  I would suggest every wannabe-entrepreneur to check their own capabilities and what they need to sacrifice.  If creating a startup could ruin their lives and also the lives of people around them, I suggest not to do it, or do it with precaution.

สิ่งที่พวก VC แคร์มากที่สุดก็คือการทำเงินโดยเสี่ยงน้อยที่สุด แต่สำหรับสตาร์ทอัพ เราต้องลงทุนด้วยเงิน เวลา และสุขภาพของตัวเอง ทำอย่างสุดความสามารถโดยอาจต้องเอาทุกสิ่งเข้าเสี่ยง ซึ่งคำแนะนำของผมตรง ๆ ก็คือ อย่าไปทางนั้นเลย ผมอยากจะแนะว่าคนที่อยากทำสตาร์ทอัพ ควรต้องดูตัวเองให้ดีก่อน ว่ามีความสามารถอยู่เท่าไร และต้องเสียสละอะไรในชีวิตบ้าง หากว่าการทำสตาร์ทอัพอาจทำลายชีวิตของเขาและคนที่อยู่รอบตัว ผมว่าอย่าทำ หรือต้องทำอย่างระมัดระวังมาก ๆ

Having an understanding (and wealthy) spouse is a blessing
การมีคู่ครองที่เข้าใจ (และมีเงิน) เป็นพรอันประเสริฐ

Working on a startup can take away a lot of your time, and you might not be able to make money during the first phases of your startup.  In order to have the creative freedom, you need the financial freedom, which a supporting spouse or family is a true blessing.  Someone has to pay the bills while you can’t, right?  In addition, your spouse’s or family’s support, encouragement and advice can help you get through the bad times.

การทำสตาร์ทอัพจะดึงดูดเวลาและเงินจากตัวคุณไปไม่น้อยแน่นอน และคุยอาจจะไม่สามารถสร้างรายได้ในช่วงแรกที่บริษัทตั้งขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ในการที่คุณจะมีอิสรภาพในความคิดสร้างสรรค์ คุณต้องมีอิสรภาพทางการเงิน ซึ่งคู่ครองหรือครอบครัวที่สามารถสนับสนุนทางการเงินได้ จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบ้าน ฯลฯ จะเป็นบุญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การสนับสนุน ให้กำลังใจ และให้คำปรึกษา จะทำให้คุณรอดพ้นจากช่วงเวลาอันแสนลำบากได้

Don’t find investors, let them find you
อย่าออกไปหานักลงทุน ให้เขามาหาเราเอง

Most people who want to start a startup, try to look for investments since the early phases of their startup.  Sometimes, they try to go pitch investors their idea without even creating anything yet.  My opinion is that the earlier you get investors involved, the more they want from you and the less control you’ll have over your startup.  Also, most investors won’t even care if you don’t have any actual customers.  My suggestion is, to use your own money to create your product, and grow your company the best you could.  Then, try to communicate your value to the public – maybe through social media or get the press to write about you.  This is what Fungjai did – we didn’t go out to find investors, they found us and decided to invest in us themselves.

คนส่วนใหญ่ที่อยากจะทำสตาร์ทอัพ พยายามเข้าหานักลงทุนตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นมาเลย บางครั้งจะไปพิชต์ไอเดียโดยยังไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเลย ความคิดเห็นผมคือ ยิ่งเราเข้าหานักลงทุนเร็วเท่าไร เขายิ่งต้องการส่วนแบ่งมากขึ้นเท่านั้น พร้อมทั้งเราจะมีอำนาจการควบคุมทุกอย่างน้อยลง นอกจากนี้ นักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่แคร์เลยถ้าคุณยังไม่มีลูกค้าจริง ๆ ผมจึงอยากเสนอว่า ในช่วงต้น เราต้องลงทุนสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง และขยายกิจการให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วสื่อสารคุณค่าขององค์กรออกสู่สายตายคนภายนอก ไม่ว่าจะทางโซเชียลมีเดีย หรือทำให้ผู้สื่อข่าวมาทำข่าวออกสื่อต่าง ๆ ซึ่งนี่คือวิธีการของฟังใจ เราสร้างคุณค่าด้วยตัวเราเอง แล้วทำให้นักลงทุนหาเราเจอ และเขาก็ตัดสินใจลงทุนกับเราด้วยตัวเอง 

Summary
สรุป

The 3 lessons I have learn while working on my startups that I wanted to write about in this article, which I hope are useful to others are:

  1. Use your gut – Use your gut-feeling more than believing in what other people say; however, you need to equip yourself with knowledge and experience to have a trustworthy gut.
  2. Fake it ’till you make it – Don’t be afraid to go out and share your ideas.  If you believe in yourself and your idea, you will find people who will support you and the idea you have.  What you’ll gain is a valuable network of people who can help you in some way in the future.
  3. Don’t believe the startup hype – Don’t use other people’s money when you don’t need it yet.  Build your product and customer base on your own, and communicate your value to the public.  Investors will soon notice if you are the real deal, and will come to you themselves.

3 บทเรียนที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างการทำสตาร์ทอัพ ที่ผมอยากจะเขียนในบทความนี้ และหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่น คือ

  1. จงใช้กึ๋น – จงเชื่อความรู้สึกของตนเองมากกว่าการเชื่อทุกคนที่เป่าหู อย่างไรก็ตาม เราต้องฝึกฝนและหาความรู้เพิ่มเติม จึงจะทำให้กึ๋นและความรู้สึกของเรา ไว้ใจได้
  2. หลอกตัวเองให้เชื่อว่าเราเจ๋ง – อย่ากลัวที่จะออกไปพูดเรื่องไอเดียของตัวเอง ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเองและไอเดียของคุณ คุณจะได้พบกับคนที่จะสนับสนุนคุณและไอเดียของคุณ แล้วคุณจะได้รู้จักผู้คนมากมายที่จะสามารถช่วยเหลือคุณได้ในอนาคต
  3. อย่าไปเชื่อกระแสสตาร์ทอัพมากนัก – อย่าใช้เงินคนอื่นตอนที่ยังไม่จำเป็น ให้สร้างโปรดักส์และกลุ่มลูกค้าของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วสื่อสารคุณค่าขององค์กรออกสู่ภายนอก ในที่สุดนักลงทุนจะเห็นและสนใจเข้ามาเสนอทุนให้เอง โดยไม่ต้องเข้าไปง้อเลย
Advertisements

2 thoughts on “3 Lessons I Learned as a Startup Entrepreneur – บทเรียน 3 ข้อที่ได้เรียนรู้จากการทำสตาร์ทอัพ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s