การพัฒนาวงการดนตรีอย่างยั่งยืน จะทำได้อย่างไร?

“กรุงโรมไม่ได้สร้างขึ้นในวันเดียวฉันใด วงการดนตรีก็ไม่ได้พัฒนาขึ้นในวันเดียวฉันนั้น” คือประโยคที่ผมคงจะเปรียบเทียบได้ กับกระบวนการพัฒนาของวงการดนตรี ที่จะต้องค่อยเป็นค่อยไป และควรต้องเป็นวิถีที่ “ยั่งยืน” ด้วย

การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development คืออะไร?

ในความหมายทางวิชาการ การพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development หมายถึง การตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่มีผลกระทบในทางลบต่อความต้องการของคนรุ่นต่อไปในอนาคต – Development that meets the needs and aspirations of the present without compromising the ability of future generations to meet their own needs”

ภาพจาก Wikipedia

ภาพจาก Wikipedia

การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องมีปัจจัย 3 อย่างประกอบอยู่ด้วยกัน คือ สังคม (Social), สิ่งแวดล้อม (Environment) และ เศรษฐกิจ (Economic) ซึ่งหากขาดตัวแปรใดตัวแปรหนึ่ง ก็ไม่อาจยั่งยืนและสืบต่ออย่างยาวนานได้

  • หากการพัฒนาคำนึงถึงแต่เรื่องเศรษฐกิจและสังคมโดยไม่คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม มันจะอยู่ในสภาพที่ “แค่จัดสรรได้ (Equitable)” คือ ทุกคนมีเงินใช้ สังคมสงบสุข แต่ธรรมชาติถูกทำลาย สุดท้ายเราก็จะป่วยและตายในที่สุด;
  • หากการพัฒนาคำนึงถึงแต่เรื่องสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโดยไม่คำนึงถึงเรื่องสังคม มันจะอยู่ในสภาพที่ “แค่พอรอด (Viable)” คือ ธรรมชาติไม่กระทบกระเทือน ทุกคนมีเงินใช้ แต่สังคมอาจไม่สงบและเท่าเทียม บางครั้งอาจต้องมีการปราบปรามความไม่สงบด้วยความรุนแรง;
  • และหากการพัฒนาคำนึงถึงแต่เรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยไม่คำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจ มันจะอยู่ในสภาพที่ “แค่ทนได้ (Bearable)” คือ สังคมสงบสุข ธรรมชาติสมบูรณ์ แต่คนอาจต้องอยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ บ้าง บางครั้งอาจต้องหาเงินอุดหนุนจากแหล่งอื่น ซึ่งเจ้าของเงินทุนก็ย่อมต้องการสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่ากลับคืนไป

หากดูความหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามข้างบนแล้ว ผู้อ่านอาจคิดว่ามันมีความหมายไปในเชิงนโยบายรัฐบาลเพื่อการพัฒนาประเทศมากกว่าในเชิงบริษัทหรือเปล่า? แต่จริง ๆ แล้วแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถเอามาปรับใช้ได้กับทุก ๆ วงการ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ หรือแม้แต่วงการดนตรี

ในวงการดนตรี เราสามารถเปรียบเทียบกับ 3 ปัจจัยของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้ดังนี้

  • สังคม หมายถึง ชุมชนของนักดนตรี คนที่ทำงานในวงการดนตรี เช่น ซาวด์เอ็นจิเนียร์ โปรดิวเซอร์ หรือค่ายเพลง ฯลฯ และแฟนเพลง
  • เศรษฐกิจ หมายถึง สภาพเศรษฐกิจ การเงิน ราคาของสินค้าทางดนตรีต่าง ๆ
  • สิ่งแวดล้อม หมายถึง สถานที่แสดงดนตรี การคมนาคมเดินทางไปถึงสถานแสดงดนตรีเหล่านั้น กฎหมายที่เกี่ยวกับดนตรี ฯลฯ ซึ่งก็คือปัจจัยที่แวดล้อมวงการดนตรีอีกที

เพราะฉะนั้น หากเปรียบเทียบดูว่าการพัฒนาที่ขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นอย่างไร ก็พอจะยกตัวอย่างได้ ดังนี้

  1. การพัฒนาที่คำนึงถึงแต่เรื่องเศรษฐกิจและสังคม ก็เปรียบเหมือนกับการพัฒนานักดนตรี ผู้บริโภคดนตรี และการตั้งราคาดนตรีที่สูง แต่อาจไม่มีสถานที่แสดงดนตรีที่มากเพียงพอ;
  2. การพัฒนาที่คำนึงถึงแต่เรื่องสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ก็เปรียบเหมือนกับเอาเงินมาลงทุนกับการสร้างสถานที่แสดงดนตรี แต่ไม่มีนักดนตรีมาแสดง หรือไม่มีคนมาดู;
  3. และการพัฒนาที่คำนึงถึงแต่เรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม ก็เปรียบเหมือนกับการพัฒนานักดนตรี ผู้บริโภคดนตรี การสร้างสถานที่แสดงดนตรีที่มากมาย แต่ว่าไม่สามารถสร้างรายได้ได้ไม่มากเพียงพอ

วงการดนตรีอินดี้ อิสระ และใต้ดิน มักจะมีปัญหาแบบข้อที่ 3. คือ จำนวนคนในชุมชนนักดนตรีกับแฟนเพลงก็มีกันอยู่พอควร แต่รายได้ที่ได้จากกิจกรรมของดนตรีโดยตรงนั้นมีไม่มาก และส่วนใหญ่จะต้องมีเงินจากสปอนเซอร์ จากรัฐบาล (ในบางประเทศ…ที่ไม่ใช่ไทย…) หรือไม่ก็คนในชุมชนเอง เช่น นักดนตรีมีงานอื่นเพื่อหารายได้มาทำดนตรีที่ตัวเองรักนี้เอง หรือผู้นำชุมชนบางคนที่มีความเสียสละ ลงทั้งเงินทั้งแรง เพื่อให้ชุมชนดนตรีมีความคึกคักและดำเนินต่อไปได้ ซึ่งหากวันใดวันหนึ่งที่เงินสนับสนุนหายไป ผู้นำชุมชนหมดแรงหมดเงิน นักดนตรีต้องเอาเวลาไปหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ วงการดนตรีก็คงอยู่อย่างยั่งยืนไม่ได้

ปัจจัยทางเศรษฐกิจ คือสิ่งที่สำคัญมากของทุกชนิดองค์กร

Street_musician_in_Paris,_March_4,_2006

ภาพจาก Wikipedia

หากเขียนแบบนี้ หลาย ๆ คนอาจจะไม่เห็นด้วยทันที เพราะเรื่องของเงินหรือทุนนิยม มักมีภาพลักษณ์ในเชิงลบอยู่ แต่เราต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่า เงินคือสิ่งที่ต้องใช้ในการดำเนินการต่าง ๆ ขององค์กร รวมถึงเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยสี่สำหรับคนในองค์กร

องค์กรการกุศลเอง ก็ต้องใช้เงินในการดำเนินงาน ซึ่งอาจมาจากการบริจาคของประชาชนทั่วไป หรืออาจมาจากองค์กรใหญ่อื่น ๆ ที่อาจให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ หรืออาจจะต้องการผลประโยชน์แอบแฝงบางอย่าง ส่วนคนที่มาอาสาช่วยเหลือองค์กรการกุศลเอง แม้จะไม่เอาเงิน เขาก็ต้องมีรายได้ที่มาจากแหล่งอื่นหรืออาชีพอื่นของเขา เพราะหากไม่มีเงินมาจ่ายค่าจ้าง ค่าวัตถุดิบ ค่าเครื่องจักรอุปกรณ์ ฯลฯ องค์กรนั้น ๆ ก็อยู่ไม่ได้ และหากวันหนึ่ง องค์กรนี้ไม่ได้อยู่ในนโยบายการช่วยเหลือของภาครัฐหรือภาคเอกชน องค์กรนี้ก็จะต้องเลิกล้มไป แล้วก็จะทำให้ไม่สามารถทำอะไรที่จะเกิดผลดีต่อไปได้เลย เพราะฉะนั้น ปัจจัยการอยู่รอดของทุกองค์กรจึงต้องมีเงินทั้งสิ้น

จากตัวอย่างข้างบน เราสามารถคิดต่อได้ว่า หากแหล่งเงินทุนที่จะมาทำให้องค์กรหรือวงการใด ๆ ดำเนินการได้ เป็นแหล่งจากภายนอก เป็นแหล่งที่ต้องขอมาเป็นครั้ง ๆ ไม่ได้เป็นแหล่งที่เกิดมาจากคนที่อยู่ภายในระบบ องค์กรหรือวงการนั้น ๆ จะไม่สามารถอยู่อย่างยั่งยืนได้ ยกตัวอย่างวงการดนตรี  หากเงินจากแฟนเพลงไม่มีเพียงพอที่จะจุนเจือให้ศิลปินอยู่รอดได้ แล้วต้องหวังแต่จะมีผู้ใหญ่ใจดีเอาเงินมาให้ มาสปอนเซอร์ให้ หรือมาบริจาคให้ทำกิจกรรม สุดท้ายแล้วแฟนเพลงก็จะเคยชินกับดนตรีที่เป็นของฟรี ก่อเกิดนิสัยที่ไม่ยอมจ่ายเงินให้กับดนตรีที่มากเพียงพอ ทำให้ศิลปินอยู่ไม่ได้ หรือไม่เขาก็ต้องไปหาเงินจากแหล่งอื่นไปด้วย เพื่อจะได้เล่นดนตรีที่ตัวเองรักต่อไปได้ 

อย่าทำให้วงการดนตรีกลายเป็นวงการการกุศลเลย… (T_T)

การพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

การพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องมีการมองภาพรวมของระบบทั้งหมด เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุและต้นตอที่แท้จริงของปัญหาต่าง ๆ และต้องมองให้เห็นถึงจุดหมายปลายทาง เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางของการพัฒนาได้ ซึ่งแน่นอนว่าการพัฒนาระบบที่ใหญ่ จะต้องมีปัญหาปลีกย่อยมากมาย และจะต้องมีการแก้ไปทีละเปลาะ ๆ โดยที่ระบบจะต้องอยู่รอดไปถึงเป้าหมายให้ได้

นอกจากนี้ จากตัวอย่างในหัวข้อที่แล้ว ปัจจัยสำคัญของความอยู่รอดของแต่ละระบบ ก็คือเรื่องเศรษฐกิจนี่เอง เพราะฉะนั้นการพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อมกับสังคมบางอย่างอาจต้องถูกลดทอนไปบ้างระหว่างทาง เพื่อให้มีเงินพยุงให้ระบบอยู่รอดไปก่อน จนกว่าจะมีเงินมากเพียงพออีกครั้งที่จะพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมกับสังคมต่อ จึงทำให้อาจใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะไปถึงเป้าหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าการพัฒนานั้นขาดเงิน ระบบก็จะตาย และสุดท้ายก็จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิด…

แหล่งเงินจากภายนอกระบบ ยังไม่ใช่ระบบที่ยั่งยืน

แม้ระบบหรือองค์กรหนึ่ง ๆ อาจยังมีแหล่งเงินจากภายนอกระบบเกื้อหนุนอยู่ แต่แหล่งเงินเหล่านี้มีความไม่มั่นคงยั่งยืนอยู่ ระบบจึงควรจะต้องลดความพึ่งพิงนี้ให้น้อยลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายแล้วเป็นการหมุนเวียนของเงินจากภายในระบบเอง ไม่ใช่การเติมมาจากข้างนอกตลอดเวลา วงการดนตรีเองก็เช่นกัน หากเราหวังแต่เงินสปอนเซอร์จากบริษัทแบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ หรือเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ สุดท้ายแล้วศิลปิน ค่ายเพลง และบริษัทธุรกิจดนตรีก็จะอยู่ไม่ไหว

การพัฒนาวงการดนตรีต้องแก้ไขที่หลาย ๆ จุด เช่น การพัฒนาศักยภาพของศิลปินให้มีความรู้ในการดูแลบริหารตัวเองที่ดีขึ้น; การให้ความรู้แฟนเพลงและผู้บริโภคเพลงให้เคารพสิทธิของศิลปิน ไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ และยินดีจ่ายเงินให้กับผลงานดนตรีมากขึ้น; การสร้างช่องทางในการซื้อขายดนตรีที่สะดวกยิ่งขึ้น; และการเปิดตลาดต่างประเทศเพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินภายในประเทศส่งงานดนตรีออกไปขายได้มากขึ้น เป็นต้น และการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับระบบหนึ่ง ๆ จะไม่สามารถเกิดจากองค์กรใดเพียงองค์กรหนึ่งได้ แต่ต้องเกิดจากทุก ๆ องค์กร และทุก ๆ คนที่อยู่ในระบบนั้น ๆ จนกว่าระบบของวงการดนตรีจะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง จากการหมุนเวียนของทรัพยากรภายในระบบที่ไม่ต้องการเงินอุดหนุนจากองค์กรภายนอก

จุดมุ่งหมายของฟังใจ

ฟังใจเองก็เป็นเพียงองค์กรเล็ก ๆ ในวงการดนตรีที่ไม่ได้มีเงินทุนมากมาย จึงยังต้องหารายได้จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากนักลงทุน จากสปอนเซอร์ และเงินจากองค์กรอื่น ๆ มาจุนเจือเพื่อความอยู่รอด ทำให้เรายังต้องทำตามความต้องการของลูกค้าและของตลาดเพื่อหารายได้ ทำให้เราไม่อาจให้ความช่วยเหลือทุกคนได้ และอาจจะทำให้บางคนที่ไม่เข้าใจความตั้งใจของเรา โกรธเกลียดเรา หรือน้อยใจเรา หรือเคลือบแคลงเราก็เป็นได้ แต่เราก็พยายามทำงานโดยที่มีเป้าหมายปลายทางที่ชัดเจน คือ เราต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการดนตรีไทยอย่างยั่งยืน เราต้องการที่จะช่วยขับเคลื่อนภาพใหญ่ในขณะที่ทำภาพย่อยไปด้วย และเรามองปลายทางที่ต้องการให้วงการดนตรีพึ่งพิงเงินจากแหล่งภายนอกให้น้อยที่สุด ให้แฟนเพลงได้สนับสนุนศิลปินได้อย่างพอดี อย่างยั่งยืน และอย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเราก็อยากอยู่รอดจนถึงวันนั้นที่ฝันเราเป็นจริง…

สรุป…

ขอจบบทความนี้ด้วยการเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวและกินข้าวของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ว่าการปลูกข้าวนั้นต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี ต้องลงมือลงแรง ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ และต้องพึ่งพาคนอื่นด้วย แต่เนื่องจากคนเราต้องกินข้าวทุกวัน หากจะปลูกข้าวโดยไม่ได้มีข้าวกินทุกวัน มันก็คงเป็นไปไม่ได้ เราจึงต้องหาข้าวหรือขอข้าวจากคนอื่นไปจนกว่าจะถึงวันที่เราเก็บเกี่ยวข้าวได้สำเร็จ

การพัฒนาที่ยั่งยืนก็เช่นกัน เราต้องมองปลายทางให้เห็น แล้วอยู่รอดไปให้ได้ ต้องค้นหาทรัพยากรที่จำเป็นและแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ โดยค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อเดินทางไปให้ถึงฝั่งฝัน เพราะการตายจากไปก่อนก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน…

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s