About

แนะนำบล็อกสั้น ๆ

ผมชื่อเล่นชื่อ พาย (Py) ทำงานอยู่บริษัท ฟังใจ จำกัด (Fungjai) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและผู้จัดการชุมชน (Co-founder & Community Manager) ก็เลยตั้งชื่อบล็อกนี้โดยเอาชื่อเล่นมาต่อท้ายด้วยชื่อบริษัท หวังจะให้คนจำได้ง่าย ๆ ครับ

บล็อกนี้ทำขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับบ่น ระบาย หรือกระจายไอเดียของผมเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวงการดนตรี นอกจากบล็อกนี้แล้ว ผมยังเขียนตามที่เหล่านี้อีกด้วย

  • คอลัมน์ เห็ดกูรู นิตยสารออนไลน์ ฟังใจซีน – www.fungjaizine.com/music-industry/
    • เป็นคอลัมน์รายเดือนที่จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องดนตรีกึ่งวิชาการ โดยมีหัวข้อที่ล้อไปกับธีมของนิตยสารในแต่ละเดือน
  • Bangkok Music City – bangkokmusiccity.com
    • เป็นบล็อกที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ตั้งใจว่าจะเขียนแนะนำเรื่องซีนดนตรีอินดี้ในกรุงเทพฯ และประเทศไทยให้ชาวต่างชาติได้อ่าน เพื่อส่งเสริมให้พวกเขาอยากมาท่องเที่ยวและชมดนตรีสดจากวงอินดี้ในกรุงเทพฯ และประเทศไทย
  • Fungjai Blog – blog.fungjai.com/category/learn/ และ blog.fungjai.com/category/fungjai-artist-meeting/ (เลิกเขียนแล้ว)
  • Indie Campfire – indiecampfire.wordpress.com (เลิกเขียนแล้ว)
    • เป็นบล็อกที่เคยเขียนในช่วงปี พ.ศ.2557-2558 เกี่ยวกับดนตรี มีทั้งบทสัมภาษณ์คนในวงการดนตรี ซึ่งเผยแพร่ในนิตยสาร ViewPlus Magazine ด้วย และหัวข้ออะไรก็ตามเกี่ยวกับดนตรีที่ผมสนใจอยู่ขณะนั้น

ผมคือใคร? อะไรคือตัวผม?

น้องสาวผม (พิม มือเบสวง Yellow Fang) เคยพูดกับผมสมัยที่ผมทำงานอยู่บริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมว่า ผมเป็น “ฮิปปี้ใส่สูท” เปรียบเทียบว่าผมเหมือนฮิปปี้ตรงที่รักษ์โลกรักดนตรี แต่ทำงานในบริษัทที่ดูเป็นองค์กรเป็นธุรกิจจริงจัง ซึ่งผมก็คิดว่าคำสั้น ๆ เหล่านี้อธิบายตัวตนของผมได้ดีเหมือนกันนะ

ผมเคยทำวงดนตรี (ซึ่งจริง ๆ ก็ยังถือว่าทำอยู่นะ แต่ไม่ค่อยมีเวลาทำมากนักแล้ว) ชื่อว่า Cigarette Launcher เริ่มทำตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ก็พยายามเสนอค่ายแต่ก็ไม่ผ่าน ก็เลยทำกันเอง ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ นักดนตรี โปรดิวเซอร์ และดีเจ ทำให้ได้มีเพลงที่ขึ้นชาร์ตวิทยุ Fat Radio ในปี ค.ศ.2011 ทำให้มีแฟนเพลงบ้าง ขายซีดีได้บ้าง ขายเสื้อยืดได้บ้าง และทำให้ได้เรียนรู้รสชาติแห่งการเป็น “วงอินดี้” ว่าการทำเป็นอาชีพนั้นมันยากมาก หรือเป็นไปไม่ได้เลย เพราะจากที่เห็นเพื่อน ๆ นักดนตรีอินดี้รอบ ๆ ตัวแล้ว ก็ไม่เห็นมีใครที่อยู่ได้ด้วยการทำวงอินดี้อย่างเดียว ต้องทำงานประจำ หรือมีอาชีพเสริมอื่น ๆ ทั้งนั้น ซึ่งนี่ล่ะที่เป็นตัวจุดประกายให้สนใจว่าการทำวงดนตรีอินดี้ในเมืองไทยให้อยู่รอดได้ต้องทำอย่างไร?

แล้วผมก็ได้มีโอกาสไปเรียนต่อ MBA ที่เมืองบอสตัน ประเทศอเมริกา ซึ่งโชคชะตาของผมได้นำพาไปให้รู้จักและฝึกงานที่บริษัท startup เล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ทำ Electronic Press Kit (EPK) สำหรับวงดนตรีอินดี้ พอฝึกงานเสร็จ ก็ขอเขาทำงานที่นั่นต่อโดยไม่เอาเงินเดือน (เขาไม่มีเงินจ้าง) อีก 8 เดือน เพื่อเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ของวงการดนตรีอินดี้ที่นู่น ทั้งเรื่องสังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี วิถีการทำงาน ฯลฯ เพราะตั้งใจว่าจะกลับมาพัฒนาวงการดนตรีของประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการทำวงดนตรีอินดี้ในเมืองไทยให้อยู่รอดได้ต้องทำอย่างไรที่เคยติดใจอยู่นี่แหละ

ผมค้นพบว่า การที่วงดนตรีอินดี้ในเมืองไทยจะอยู่รอดได้ นอกจากเครื่องมือและเทคโนโลยีที่จะเป็นตัวช่วยแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการโละวัฒนธรรมการเสพดนตรีแบบเดิม ๆ แล้ววางรากฐานใหม่ทั้งหมด ซึ่งดูเป็นความคิดที่บ้ามาก ๆ แต่ในใจผมกลับคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ มันอาจจะต้องค่อยเป็นค่อยไป และต้องทำโดยมีกลยุทธ์ที่ดีสนับสนุน จึงจะสำเร็จได้

ผมเชื่อว่าผมไม่น่าจะเป็นคนเดียวที่คิดแบบนี้ เหมือนในเนื้อเพลง Imagine ของ John Lennon ที่ว่า “You may say I’m a dreamer, but I’m not the only one.” ผมเลยหวังว่าการที่ผมพูดและเขียนเกี่ยวกับไอเดียของผมบ่อย ๆ จะช่วยนำพาให้คนที่คิดแบบเดียวกันกับผม หรือคนที่เปิดใจรับฟังความคิดของผมให้ได้มาเจอกัน และช่วยกันเปลี่ยนแปลงวงการดนตรีไทยให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นได้ครับ

ประวัติชีวิตย่อ ๆ

เกิดปี พ.ศ.2523 ที่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของแม่ ตอนนั้นพ่อทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทที่มีสาขาในต่างประเทศตั้งแต่ พ.ศ.2522 เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดจนถึง ป.2 ได้ย้ายตามพ่อไปเติบโตที่ประเทศอินโดนีเซียและสิงคโปร์ จนได้ย้ายกลับไทยตอน ป.3 และเข้าเรียนโรงเรียนไทยทั้งๆที่ยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยเป็น พอตอน ม. 5 ได้ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ AFS ที่ประเทศญี่ปุ่น พอจบ ม.ปลายก็เรียนปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จบแล้วไปเรียนภาษาจีนที่เมืองจีน 1 ปี แล้วเรียนต่อปริญญาโทคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาเดิมที่ประเทศอเมริกา จบแล้วกลับมาทำงานที่เมืองไทยในบริษัทยางเครื่องบินอยู่ 1 ปี แล้วเปลี่ยนงานไปอยู่บริษัทที่ปรึกษาสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก ทำได้ 2 ปีครึ่งก็ไปเรียนต่อ MBA ที่เมืองบอสตันประเทศอเมริกา 1 ปี และฝึกงานอยู่ในบริษัททำ web app สำหรับนักดนตรีอินดี้อยู่ 8 เดือน  พอกลับเมืองไทยก็ตั้งใจว่าจะทำบริษัทตัวเองแต่ไม่สำเร็จ ก็เลยมาทำงานฝ่ายการตลาดให้สถาบันการศึกษาด้านสื่อสร้างสรรค์ ที่เน้นด้านวิศวกรรมเสียงและการถ่ายทำภาพยนตร์ จนกระทั่งได้มารู้จักกับฟังใจผ่านโบรชัวร์ที่น้องสาวเอามาให้ ก็เลยติดต่อไปอาสาสมัครทำงานด้วย จนตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำงานที่ฟังใจเต็มตัวเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2557

วิธีติดต่อ

Email: piyapong@fungjai.com

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s